OMPHOBBY OFS3 Parameter

🚁 M1 V3 Pro ดูคลิปกันมาเยอะ🎥 ดูรูปกันมาแยะ📸 วันนี้เรามาเจาะลึกลงรายละเอียดกันครับ 😁

♦️ช่วงนี้เมื่อเอ่ยถึงฮอไซส์ไมโครของค่าย OMPHOBBY คงหนีไม่พ้นเจ้า M1 V3 Pro ที่มาพร้อมกับสโลแกน “Defy Gravity – ท้าทายแรงโน้มถ่วง” นับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำฮอไซส์​ 100 ออกมาแล้วให้บินได้ดีเหมือนลำใหญ่

♦️เรามาเริ่มต้นที่ตัวลำกันก่อนเลย เป็นที่แน่นอนว่า M1 V3 Pro นั้นคือ All New Version M1 โฉมใหม่ที่ไม่ใช่แค่ความคล้ายกับรุ่นพี่แต่เหมือนจับ M2 V3 Pro/Sport มาย่อส่วนให้เล็กลง เมื่อจับวางเทียบกันบอกได้เลยว่าเป็นลำพี่กับลำน้องแน่นอนครับ

♦️เมื่อเราถอดหัวแคโนปี้ออก ส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนก็คือ แผง FBL กับ ESC วางเปลือยไม่มีกล่องเคสพลาสติกปกปิดไว้เหมือนกับ M2 V3 Pro/Sport เมื่อรื้อแผงออกจากกันจะเห็นได้ว่ามีรีซีฟ OMPHOBBY Nano XR2 ซ่อนไว้อยู่ระหว่าง แผง FBL กับ ESC ทำให้เราสามารถอัพเดทเฟิร์มแวร์ของรีซีฟ ELRS แยกออกจากเฟิร์มแวร์ของ OFS3 ได้ทุกเวลานั่นเอง

♦️สำหรับท่านใดที่ใช้วิทยุ Radiomaster นั้นสามารถ Bind กับเจ้า M1 ได้โดยตรง ส่วนวิทยุยี่ห้ออื่นยังคงต้องใช้รีซีฟไซส์ Nano มาใส่แยกเพิ่มเติมครับ ในส่วนของค่า Telemetry ของ OFS3 ตอนนี้รองรับ 2 ระบบนั่นคือ ELRS และ VBar ส่งผลให้เราสามารถดูค่า Data Log แบบเรียลไทม์ได้เลย ซึ่งค่าเทเลที่ผมใช้มากที่สุดในการบินแต่ละครั้งนั่นก็คือ การบอกสถานะแบตเตอร์รี่ที่เราบินอยู่ว่าเหลืออยู่กี่ %

♦️ขยับมาต่อที่ ESC ครับ สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเลยคือ ปลั๊กแบต ที่รอบนี้ได้เปลี่ยนไปใช้แบบ GY15 แทนที่แบบเก่าที่เป็น JST-XH เนื่องจากการดึงของกระแสไฟที่มากถึง 15A-22A การใช้ปลั๊กแบบเก่าอาจจะทำให้ปลั๊กละลายได้ครับ แบตเตอร์รี่รอบนี้ยังคงเป็นขนาด 400MAh เท่าเดิมแต่เพิ่มเติมคือ High Volt (HV) น้ำหนักของแบตเตอร์รี่เมื่อใส่กับตัวลำขณะพร้อมบินยังคงเบาเพียงแค่ 112 กรัมเท่านั้นเอง

♦️ที่ชุดเฮดในรอบนี้ยังคงเลือกใช้ดีไซน์แบบ DFC (Direct Flight Control) เนื่องจากเน้นชิ้นส่วนให้น้อยชิ้นเพื่อลดน้ำหนักให้เบาที่สุด แต่ได้มีการออกแบบชุดเฮดรวมถึงกริ๊ปเบลดใหม่ทั้งหมดเพื่อรีดเค้นสมรรถนะในการบินที่ดีที่สุดครับ

♦️จากการเลือกใช้ชุดเฮดแบบ DFC เวลาที่ตก แรงกระแทกย่อมส่งผลกระทบโดยตรงจากชุดเฮดสู่สวอชเพลท จึงมีการเลือกใช้ลิงค์จากสวอชเพลทไปหาเซอร์โวรวมไปจนถึงอาร์มเซอร์โวเป็นพลาสติกแทน เนื่องจากเวลาที่ตกจุดนี้จะเป็นจุดแตกหักเพื่อลดแรงกระแทกที่อาจจะทำให้เซอร์โวเสียหายได้ครับ

♦️เซอร์โวนั้นยังคงเป็นการจัดวางแบบ 120 องศาเหมือนกับรุ่นพี่ M2 V3 Pro/Sport เป็นเซอร์โวตัวใหม่ V2 แต่ยังคงเป็นเคสพลาสติกเช่นเดิมเพื่อเน้นเรื่องน้ำหนักเบาแต่ทนทาน จากที่นักบินได้ทำการบินเทสเกิน 100 ไฟล์ท ตกไปแล้วเกินกว่า 10 ครั้ง ปรากฏว่าเซอร์โวยังไม่หลับหรือออกอาการเสียให้เห็นเลย มีเพียงแค่ลิงค์จากสวอชเพลทกับอาร์มเซอร์โวที่หักเพราะจุดนี้ คือ Sacrafice Spot นั่นเองครับ

♦️ขุมพลังในการขับเคลื่อนคงหนีไม่พ้นมอเตอร์ยี่ห้อ SunnySky ที่มาในรหัส R23X-2 รวมไปจนถึงมอเตอร์กันหางรหัส R11X-2 โดยถูกคิดค้นมาให้กินไฟน้อยในยามที่บิน 3D โหลดหนัก ทำให้เวลาที่เราบินต่อแบต 1 ก้อนนั้น เฉลี่ยเวลาอยู่ที่ประมาณ 2.30-3.00 นาที ที่รอบ 80-85% ของ Software Throttle สิ่งที่น่าแปลกใจอีกหนึ่งสิ่ง คือ เสียงมอเตอร์ที่ค่อนข้างเงียบลงเยอะมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้

♦️เมื่อเราเอ่ยถึงมอเตอร์หางไปแล้วคงจะอดพูดถึงเรื่องบูมหางไม่ได้ครับ บูมหางนั้นได้ดำเนินรอยตามรุ่นพี่ M2 V3 Pro/Sport อีกเช่นเคย คือ ใช้เป็นบูมคาร์บอนทรงกลมที่มีขนาดเล็กหนาแต่น้ำหนักเบา เพื่อให้มีความแข็งแรงพร้อมรองรับความแรงของมอเตอร์หางและใบหางที่ทำงานสวนทอร์คของเบลดหลัก ที่สำคัญที่สุดเลยคือทนทานต่อการตกแน่นอนครับ

♦️เมนเบลดรวมไปจนถึงใบหางยังคงเป็น Apex เหมือนรุ่นพี่ M2 V3 Pro เมนเบลดมีขนาด 125 มม. เมื่อกางเมนเบลดออกทั้งสองข้างจะทำให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเมนเบลดกว้างถึง 297 มม. ส่งผลทำให้มีแรงยกที่มากที่สุดในฮอคลาสนี้ครับ ส่วนใบหางนั้นมีขนาด 27 มม. ล็อคองศามาให้สร้างแรงกดได้มากที่สุดด้วยเสียงที่เบาที่สุดเมื่อทำงานร่วมกับกล่อง OFS3 กับระบบ by RPM Collective ระบบกันหางสามารถทำงานได้ไร้ที่ติดั่งคำพูด “Smooth as Silk”

♦️การซ่อมบำรุงของ M1 V3 Pro ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เครื่องมือที่ใช้จะมีเพียงไขควง 6 เหลี่ยม เบอร์ 1.5 มม. และเบอร์ 1.3 มม. เท่านั้นครับ (ไขควงเบอร์ 1.3 มม. ที่ร้านมีจำหน่ายด้วยเช่นกัน) ในส่วนอะไหล่ทุกชิ้นนั้นมีพร้อมบริการครบจบที่เดียวที่ “แสงอุทัยฮอบบี้” ราคาจัดจำหน่ายจะอยู่ที่ 8,900 บาท ไม่รวมจัดส่งครับ

📍ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.omphobbythailand.com

#M1V3_Pro #OMPHOBBY #OMPThailand #SuTHOBBY
#แสงอุทัยฮอบบี้ #jipata_อะไหล่โดรน #toyservice

Posted in

ใส่ความเห็น